Профиль пользователя วรภัทรสามัญชนคนชั้นรากหญ้า อยู...ФотографииБлогСпискиДополнительно Сервис Справка

สามัญชนคนชั้นรากหญ้า อยู่ใต้บาทาผู้ยิ่งใหญ่

ร่วมกันสร้างการเมืองใหม่ ประชาภิวัฒน์

Sandbox

Загрузка...
Фотография 1 из 28
Другие альбомы (64)
เบ้าหลอมผู้นำของสังคม
เว็บไซต์โครงการ เพื่อการสังสรรค์ของฅนอาสา
องค์การบริหารนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Список пуст.

วรภัทร วีรพัฒนคุปต์

Профессия
Расположение
Интересы
คนธรรมดา ที่กล้า "เปลี่ยนแปลง"
ноября 02

เพื่อนแท้ๆไม่กี่คน กับน้องสาวอีก3คน ก็พอแล้ว

รู้ว่าเขียนไปก็ไม่ค่อยมีใครมาอ่าน ไม่ค่อยมีใครสนใจอยากจะเม้นท์หรอก เรามันไม่ใช่คนปํอปปูลาร์ หน้าตาดี มีเสน่ห์ ไม่มีอะไรเด็ดๆจะโชว์ใคร แต่ก็อยากจะเขียน
 
หลายครั้งที่เราแอบรู้สึกเหน็ดเหนื่อย สิ่งที่ทำไปก็ดูไม่ค่อยจะมีคุณค่ากับใครสักเท่าไหร่  หลายครั้งก็รู้สึกเหมือนทำดีไม่ได้ดี
 
แม้หลายครั้งเราจะรู้สึกภูมิใจกับความสำเร็จหลายอย่าง ที่เรากล้าพูดอย่างไม่อายปากว่า เราได้มาด้วยความพยายาม ฝ่าฟันอุปสรรคหลายอย่างกว่าจะมีวันนี้
 
คิดดูสิ เราไม่ใช่คนที่มีราศีผู้นำ  หน้าตาก็ไม่ดี พูดจาก็หมาๆ ไม่ใช่คนน่าคบหาสำหรับคนทั่วไปสักเท่าไหร่  บ้านก็ไม่ได้มีฐานะ  ไม่มีฐานราก ไม่มีเส้นสายกับใคร พูดง่ายๆก็คือ เป็นคนที่โคตรไม่มีราคาเลย เราต้องพยายามอย่างมากกว่าที่จะให้คนเพียงไม่กี่คนเห็นคุณค่าในตัวเรา และสนับสนุนให้เราได้มีวันนี้ ทั้งรางวัลต่างๆจากการทำกิจกรรม โอกาสในการได้รับแต่งตั้ง หรือมอบหมายภารกิจสำคัญๆจากหน่วยงานระดับกรม หรือในคณะกรรมาธิการของวุฒิสภา   รวมทั้งการที่ครั้งหนึ่งได้เคยมีกลุ่มกิจกรรมอาสาเล็กๆของตัวเอง และการได้อยู่ในตำแหน่งฝ่ายบริหารในสภานักศึกษาของมหาวิทยาลัย  การได้มีบทบาทโดดเด่นในวงการการเมืองภาคประชาชนจนทำให้หลายครั้งมีคนที่เราไม่รู้จักมาก่อนเข้ามาทักว่าเคยเห็นเราในทีวี
 
จริงๆคนที่ประสบความสำเร็จมากกว่าเรา มีรางวัลประดับบ้านเยอะกว่าเรา ได้อยู่ตำแหน่งสูงๆกว่าเรา ยังมีอีกหลายคน แต่อย่างน้อยเราก็ภูมิใจว่า เรามีเพียงเท่านี้ แต่ก็ล้วนต้องผ่านการพิสูจน์ตัวเองอย่างยากลำบากทั้งสิ้น
 
แต่อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้มันก็ไม่สามารถเป็นคำตอบของทุกสิ่งในชีวิตเราได้หรอก เพราะรางวัลที่ยิ่งใหญ่ของเราคือ สังคมอุดมคติที่เราใฝ่ฝัน ดูมันช่างห่างไกลเหลือเกิน...
 
ที่สำคัญ  เกียรติยศ ชื่อเสียง มันก็ไม่สามารถทำให้ความรู้สึกเหงา อ้างว้างของเราหายไปได้  ชีวิตที่ดูเหมือนมีอะไรหลายอย่าง แต่ตัวเรากลับรู้สึกเหมือนไม่มีอะไรสักอย่าง
 
หลายครั้งเราก็รู้สึกว่าเหมือนเราเป็นแค่อะไรบางอย่างที่ไม่มีตัวตนบนโลกนี้  จนอดรู้สึกไม่ได้ว่า เหมือนทำอะไรไปก็ไม่เคยมีใครมองเห็น ไม่เคยมีใครเข้าใจ ยามที่เราทำอะไรผิดพลาด ก็เหมือนไม่มีใครที่อยู่เคียงข้างเรา  แม้แต่คนที่เป็นเพื่อนกันมานาน
 
เราเองก็ไม่ได้บอกว่าเราดีหมดทุกอย่าง ไม่เคยทำอะไรผิด  แต่ก็เหมือนว่าทุกครั้งที่เราทำอะไรผิดพลาด เราก็จะไม่เหลือใครเลย
 
ถึงแม้เราจะรู้จักคนมากมาย ทั้งคนทั่วไป คนมีชื่อเสียง คนเบื้องหลัง(จนแทบจะกลายเป็นวิกีพีเดียไปแล้ว)  และคนจำนวนไม่น้อยที่รู้จักเรา  แต่หลายครั้งยามที่เราอยากจะให้ใครรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไร กลับไม่เจอใครเลย  เราเองก็ไม่ใช่ว่าอยากจะสร้างกำแพงปิดกั้นตัวเอง แต่แม้จะพยายามทลายกำแพงเพื่อหวังให้ใครสักคนมองเห็นเรา แต่ก็ไม่มีใครเห็นเรา และเราก็ไม่เห็นใคร
 
หลายครั้งแม้แต่คนที่เราเคยคิดว่าเป็นเพื่อนที่รู้สึกสนิทกัน เราก็ยังรู้สึกเหมือนกับว่าเราไม่เห็นเขาในเวลาที่เราอยากจะเห็น รู้สึกว่าเขาไม่ได้ยินเสียงของเรา
 
 ทุกวันนี้ ถ้าพูดถึงเพื่อน คนที่เรารู้สึกว่าเรากล้าพูดได้เต็มปากว่าเป็นเพื่อนของเราจริงๆ ณ ตอนนี้ ก็คงมีแค่ ไอ้เอิร์ธ กับ ไอ้เอ  ที่เป็นทั้งเพื่อนร่วมงาน  เป็นผู้นำของเรา และเป็นเพื่อนที่เรารู้สึกสนิทสนมมากขนาดที่คุยกันแทบทุกวัน ทำงานกินนอนด้วยกัน สนุกด้วยกัน ทุกข์ด้วยกัน แบบว่าถ้าอยู่บ้านหลังเดียวกันได้คงอยู่ไปแล้ว  แม้เป้าหมายชีวิต ความคิด อุดมการณ์ จะไม่ค่อยตรงกัน   หลายครั้งก็ขัดแย้งกันในแนวทางการทำงาน แต่ก็ยังเป็นเพื่อนกันมาจนวันนี้ ฝ่าฟันอะไรต่างๆมาด้วยกันมากมาย จนเรากล้าพูดว่า "ถ้าไม่มีพวกมึง กูคงไม่มีวันนี้" แม้หลายครั้งกูแทบไม่เคยขอโทษพวกมึงเวลาที่ความดื้อด้านของกู สร้างความหงุดหงิดให้พวกมึง แต่กูก็รักพวกมึงว่ะ
 
และวันนี้ เราก็มีอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวบนโลกนี้ 
 
เราจำได้ว่า เมื่อสมัยที่เรายังเป็นเด็กเพิ่งจำความได้ เรามักพูดกับแม่เสมอว่า "ผมอยากมีน้อง" "ผมอยากให้แม่มีลูกสัก100คน" ก็เพ้อเจ้อไปตามประสาเด็กๆ  และคิดว่าส่วนหนึ่งที่เราชอบเล่นกับเด็กเล็ก ก็คงเป็นเพราะความที่เราอยากมีน้องตั้งแต่สมัยที่เรายังเป็นเด็กตัวเล็กๆนี่แหละ
 
อันที่จริง เมื่อครั้งที่เราอยู่สภาเยาวชนกรุงเทพฯ เราก็มีลูกสาวหลายคนเลยล่ะ  ที่เรียกพวกมันว่าลูกสาว ก็เพราะว่าเวลาเราคุยกับน้องพวกนี้ เราชอบติดคำลงท้ายว่า"ลูก" นับแต่นั้น น้องๆพวกนี้มันก็เลยเรียกเราว่า "ป๋า"  พูดแล้วก็อยากจะนัดลูกสาวพวกนี้กลับมารวมรุ่นกันสักรอบ ไม่ได้เจอนานมาก
 
และมาครั้งนี้ ดูเหมือนว่า วันนี้ เราได้สิ่งใหม่มาเติมเต็มชีวิตเราแล้ว  ไม่รู้ว่าจะเรียกว่าบังเอิญหรืออะไรดี  แต่จะอะไรก็ช่างแม่งเหอะ ตอนนี้ความฝันวัยเด็กของเราก็ได้เป็นจริงเสียที
 
การถูกเรียกว่า "พี่ชาย" มันเป็นอะไรที่แบบว่า.......มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ ที่ตอนนี้ยังคิดคำบรรยายไม่ออก  แบบว่ามันตื้นตันว่ะ
 
จากอดีตน้องค่าย ที่ได้รู้จักพูดคุยมาเรื่อยๆ  จนต่อมาเมื่อเราได้ดึงตัวเข้ามาช่วยงาน  นอกจากผลการทำงานของน้องๆที่เราจัดอยู่ในลำดับชั้น "ดีเยี่ยม" แล้ว   สิ่งที่เราได้มากกว่านั้นคือการที่เราได้รู้สึกว่า เรายังมีคนที่พร้อมจะอยู่เคียงข้าง ร่วมกันคิด  ดูแลกันและกัน มีความจริงใจ ความห่วงใยให้กันและกัน มีคนที่พร้อมจะฟังเสียงของเราที่คนอื่นไม่มีใครสนใจอยากจะได้ยิน
 
เมื่อคืนนี้ที่ริมทะเล  ตอนช่วงหลังจากกิจกรรมค่ายบทบาทเยาวชนกับพรรคการเมือง  การพูดคุยแบบเปิดใจ แลกเปลี่ยนกันเล่า แลกเปลี่ยนกันฟังสิ่งที่ค้างคาใจ ที่จริงๆก็ไม่ใช่ครั้งแรก  แต่ครั้งนี้เปลี่ยนจากคู่สนทนา1คนมาเป็น3คน(เรา1คนกับน้องอีก1คน+อีก2)  ผลสุดท้ายจบลงด้วยการที่เราได้คนที่เราจะเรียกว่าเป็น "น้องสาว" ของเราอย่างเป็นทางการ
 
"น้องมีน" "น้องแฮม" "น้องกวาง" น้องสาวของเรา  ที่แม้คนละสายเลือด แต่ก็เหมือนน้องสาวแท้ๆของเรา  ซึ่งไม่ใช่เพียงคนที่เราหวังฝากอนาคตของสังคมในฐานะคนรุ่นใหม่ที่สนใจสังคม เท่านั้นเหมือนอย่างรุ่นน้อง ลูกศิษย์ลูกหาของเราอีกหลายคนเท่านั้น  แต่วันนี้ยังเป็นน้องสาวที่ทำให้เรารู้สึกว่าเราไม่ได้อยู่บนโลกนี้คนเดียว 
 
ความรู้สึกเราตอนนี้ ก็คงเป็นเหมือนเด็กเล็กที่ดีใจเมื่อเห็นน้องที่คลานตามกันมา
 
อีกสิ่งที่ทำให้เรารู้สึกดีใจเมื่อมีน้องสาว ก็คงเป็นเพราะเราเป็นคนที่มีเรื่องน่าแปลกตรงที่ว่า ทั้งที่เราก็กล้าพูดว่าเราเป็นผู้ชายแท้ๆ แม้การแสดงออกดูไม่ค่อยเหมือนก็ตาม แต่ส่วนมากเรามักชอบมีเพื่อน มีน้อง มีพี่เป็นผู้หญิงมากกว่า  คงเพราะไอ้ความที่เรามีนิสัยหลายอย่างที่ดูไม่ค่อยเหมือนผู้ชายสักเท่าไหร่ หลายๆเรื่องเราเลยรู้สึกว่าคุยกับผู้หญิงสบายใจกว่า(และถ้าชาติหน้าเลือกเกิดได้ ขอเกิดเป็นผู้หญิง ฟันธง)
 
การมีน้องสาวจึงเป็นข้อดีอย่างมาก เพราะเวลาอยู่ด้วยกันแล้วมันสบายใจ และเรารู้สึกสบายใจกับการที่เราจะได้เป็นผู้เล่าหรือผู้ฟังอะไรบางอย่างที่เรารู้สึกว่าเป็นเรื่องที่เราจูนไม่ติดกับเพื่อนผู้ชาย หรือน้องชาย
 
แม้วันนี้เราจะหาคู่แท้ที่เกิดมาเพื่อกันและกันไม่เจอ  และหาคนที่อยากเป็นเพื่อนเราจริงๆไม่ได้มาก   แต่แค่มีเพื่อนแท้แค่ไม่กี่คน  กับน้องสาวอีก3คน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว   ส่วนคนที่ผ่านมาและผ่านไป ที่พาทั้งความสุขและความผิดหวังมาให้เรา  เราก็ไม่เสียดายความเป็นเพื่อนที่เราเคยมีให้ ทุกสิ่งที่ผ่านมา เราถือว่ามันคือ "บทเรียนฝึกความเป็นฅน"
 
ปล.จริงๆเรายังมีเพื่อนแท้อยู่อีก4คน ที่แม้ไม่ใช่คนที่ทำกิจกรรมด้วยกัน แต่ก็ดูแลเรามาตลอด4ปีในรั้วเหลืองแดง ซึ่งรู้สึกว่าเราคงพูดถึงมาหลายครั้งแล้ว ก็เป็นอันว่า "กูขอบใจพวกเมิง"อีกครั้งก็แล้วกัน
 
                                                                                                           My Three Sister & Me
                                                                                                        น้องสาวของฉันทั้ง3คนและฉัน
 
 

 

июля 18

เรื่องราวจากหลังเขื่อน : ผู้เสียสละเพื่อการพัฒนา..เป็นเจ้าของแต่ไม่ได้ใช้

เรื่องราวจากหลังเขื่อน : ผู้เสียสละเพื่อการพัฒนา..เป็นเจ้าของแต่ไม่ได้ใช้
โดย : วรภัทร วีรพัฒนคุปต์  เมื่อ : 17/07/2009 09:59 AM

http://www.thaingo.org/writer/view.php?id=1271

เรื่องมันมีอยู่ว่า เมื่อต้นเดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา ผมในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการเครือข่ายเยาวชนประชาธิปไตย ให้กับสำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และผู้สูงอายุ (สท.) ในสังกัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้ไปจัดกิจกรรมพัฒนาเครือข่ายเยาวชนประชาธิปไตยรุ่นที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งกิจกรรมของผมนั้นนอกจากการสัมมนาถอดบทเรียนสังเคราะห์องค์ความรู้เรื่องความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยแล้ว กิจกรรมการลงพื้นที่ชุมชนก็เป็นอีกกระบวนการที่เราใช้ในการให้เยาวชนได้ถอดบทเรียนความเป็นพลเมืองผู้ตื่นตัวจากบทเรียนการทำงานของชุมชน ซึ่งเป็นรูปแบบของประชาธิปไตยโดยธรรมชาติ

และครั้งนี้เราจัดแบ่งเยาวชนออกเป็น 3 สาย ลงพื้นที่ 3 ชุมชน โดยผมรับผิดชอบในการพาเยาวชนลงพื้นที่ที่ชุมชนหาดทรายคุณ อ.บุญฑริก จ.อุบลราชธานี ซึ่งเป็นชุมชนในเครือข่ายของสมัชชาคนจนกลุ่มที่ต่อสู้ในเรื่องประเด็นปัญหาที่ดินทำกินที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนสิรินธร

ชุมชนนี้มีกรณีปัญหาที่คล้ายคลึงกันกับกรณีเขื่อนปากมูน คือได้รับผลกระทบจากการสร้างเขื่อนเหมือนกัน ต่างกันตรงที่ว่า ชาวบ้านปากมูนจะชูประเด็นการต่อสู้ในเรื่องของความสมบูรณ์ของระบบนิเวศที่ส่งผลต่อการวิถีการดำรงชีวิต เพราะคนริมลำน้ำมูนจะมีวิถีชีวิตอยู่กับการจับหาปลาในแม่น้ำที่มีหลากหลายร้อยสายพันธุ์หายาก ส่วนกรณีปัญหาเขื่อนสิรินธรนั้น จะหนักไปในเรื่องของสิทธิที่ดินทำกินและการชดเชยที่ไม่เป็นธรรมจากภาครัฐ

ความลับอย่างหนึ่งของเขื่อนแห่งนี้ที่พิเศษ คือเป็นเขื่อนที่ถูกสร้างโดยแฝงนัยยะทางการเมืองในช่วงยุคมืดของประชาธิปไตยท่ามกลางกระแสการตื่นตัวของขบวนการคอมมิวนิสต์ในระดับสากล เขื่อนนี้จึงถูกสร้างขึ้นมาในปี 2511และแล้วเสร็จในปี 2514 เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าให้กับฐานทัพอเมริกาในจังหวัดอุบลราชธานี และยังเป็นการทำลายพื้นที่ของขบวนการคอมมิวนิสต์อีกด้วย เพราะเขื่อนนี้ได้ปิดเส้นทางคมนาคมไทย-ลาว และได้ทำให้น้ำท่วมพื้นที่ป่าดงดิบผืนใหญ่ ที่ถูกสงสัยว่าเป็นที่ซ่องสุมของพรรคคอมิวนิสต์แห่งประเทศไทย (พคท.)

มีเสียงจากชาวบ้านที่เป็นอดีตสหายผู้จับปืนอยู่ในป่าเปรยขึ้นมาว่า "ไอ้เราก็ไม่คิดว่าเขื่อนมันจะสร้างได้ขนาดนี้จริงๆ ขนาดพวกเราแค่จะสร้างฝายเล็กๆยังลำบากเลย ถ้ารู้ว่าเขื่อนมันจะร้ายได้ขนาดนี้ พวกเราคงไปยิงถล่มแคมป์สร้างเขื่อนกันตั้งนานแล้ว"

ด้วยความที่สังคมไทยเดิมอยู่ในวิธีคิดแบบไร่ขุนมูลนาย กว่าที่ชาวบ้านจะตระหนักว่าปัญหาที่ตนได้รับจากเขื่อนนั้น ไม่ใช่เรื่องของเวรกรรม แต่มันคือสิทธิอันชอบธรรมที่ชาวบ้านจะต้องทวงคืน ชาวบ้านก็ต้องใช้เวลาถึ ง20 กว่าปีให้หลังในการเรียนรู้ ขบวนการเคลื่อนไหวของกลุ่มปัญหาเขื่อนสิรินธรเกิดขึ้นหลังขบวนการชาวบ้านปากมูนด้วยซ้ำ ทั้งที่เขื่อนสิรินธรเกิดก่อนเขื่อนปากมูนหลายปี

แต่อย่างน้อยๆ ทั้งสองขบวนการนี้ ก็ได้เดินหน้าพร้อมๆกันกับมวลมิตรคนจนกลุ่มปัญหาอื่นๆทั่วประเทศ จนนำมาสู่การเกิดขึ้นของสมัชชาคนจนในปี2540

จุดสะดุดใจของผมในการลงพื้นที่ครั้งนี้คือ แวบแรกที่ได้เห็นพื้นที่ตอนมาสำรวจเส้นทาง ผมได้เห็นชุมชนที่มีเสน่ห์แบบชนบทแท้ๆ หัวหน้าเอก - ประพนธ์ สิงห์แก้ว ที่ปรึกษาสมัชชาคนจน แกนนำในพื้นที่ที่ให้ความช่วยเหลือผมในการลงพื้นที่ครั้งนี้ ได้พาผมไปดู "จุดชมวิว" ของชุมชน

ภาพที่ผมเห็นเป็นลานโล่งๆ มีหญ้าขึ้นบนผืนดินเล็กน้อย พร้อมกับแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่ดูแล้วให้บรรยากาศชวนนึกถึงรีสอร์ตหรือสนามกอล์ฟขนาดใหญ่ แต่ที่นี่มีวัวมีควายมาเดินกินหญ้าอยู่ริมน้ำด้วย

แต่เมื่อผมได้รู้ว่า ภาพบรรยากาศที่สวยงามตรงหน้าผม ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่ผมเห็นนั้น แท้จริงมันคือที่ตั้งเดิมของชุมชนที่ชาวบ้านเคยอยู่กันมาท่ามกลางป่าดงดิบ ความรู้สึกที่ประทับใจความสวยงามกลัลกลายเป็นความอนาถจิตขึ้นมาทันที ผมพูดกับเพื่อนที่มาด้วยกันว่า "มันคือความสวยงามที่เห็นแล้วอนาถจิตแท้"

แล้วผมก็ยังอุตส่าห์ถามคำถามโง่ๆกับหัวหน้าเอกว่า ทำไมชาวบ้านไม่วิดน้ำในแอ่งเข้าที่นา หรือมาหาจับสัตว์น้ำในนี้ อย่างน้อยก็ให้มันได้เกิดประโยชน์อะไรกับชีวิตในปัจจุบันบ้าง

คำตอบที่ผมได้รับคือ "มันผิดกฎหมาย" เพราะบัดนี้ แอ่งน้ำแห่งนี้ รวมถึงทรัพยากรต่างๆที่อยู่ในน้ำ ถือเป็นทรัพย์สินของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)ทั้งหมด...

มันจึงกลายเป็นสิ่งที่ค้างคาในใจผมว่า ทั้งที่เราก็รู้กันอยู่ว่าแอ่งน้ำแห่งนี้มันคือกรรมสิทธิ์ดั้งเดิมที่ชาวบ้านเขาอยู่กันมาหลายร้อยปีก่อนที่มันจะกลายเป็นแอ่งน้ำด้วยซ้ำ วันนี้ที่เขาต้องยอมถูกเลือกให้เป็นผู้เสียสละ เพื่อสนองตัณหาการพัฒนาตามแนวทางทุนนิยมสามานย์ที่พวกเรากำลังเสพกันอยู่ แค่ผลประโยชน์เล็กๆ น้อยๆ เท่านี้ ทำไมพวกเขาถึงไม่มีสิทธิใช้ประโยชน์เพื่อชดเชยสิทธิอันชอบธรรมที่พวกเขาถูกบังคับให้ยอมเสียสละไปแล้ว

กรณีคล้ายๆ กันเช่นนี้ยังมีอีกหลายที่หลายแห่ง ที่คนจนมักถูกบีบด้วยวาทกรรมว่า "ต้องเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ" ซึ่งแท้จริงแล้วคนจนต่างหากล่ะที่เป็นคนส่วนมากของประเทศและของโลก ที่ต้องถูกบังคับให้เป็นผู้เสียสละไปซะทุกครั้ง เพื่อสำเร็จความใคร่ให้แก่นายทุนและชนชั้นกลางในเมืองผู้หลงระเริงต่อการบริโภคที่ไม่รู้จักพอ

มันทำให้เราได้ค้นพบตัวเองว่า หลายครั้งพวกเรานี่แหละคือผู้ละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วยความอยากที่ไม่รู้จักพอ อุปสงค์ที่ไม่มีขีดจำกัดของพวกเรา นำมาสู่อุปทานที่ต้องแลกด้วยสิทธิ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของคนจนผู้เป็นประชากรส่วนใหญ่แต่เสียงเล็กในสังคมโลก

ความขัดแย้งมากมายระหว่างมนุษยชาติในมุมต่างๆ ของโลก รวมถึงปรากฎการณ์การเมืองแบ่งสีในไทยเรา หากพินิจพิเคราะห์ด้วยสติ เราจะเข้าใจว่าความจริงแล้วมันเริ่มต้นจากปัญหาความไม่เป็นธรรมเชิงโครงสร้างเช่นนี้แหละ แค่ว่ามวลชนจะเลือกใช้ใครเป็นเครื่องมือหรือเป็นเครื่องมือของใคร

น่าสมเพชที่บรรดาผู้ทรงเกือกในคณะกรรมการสมานฉันท์โจร (หรือคณะกรรมการสมานฉันท์ สามัคคีกันกินประเทศไทย) ที่แต่งตั้งโดยประธานรัฐสภา และมีประธานคณะกรรมการนามสกุล "ถึงฝั่ง" กลับมีสติปัญญาเถียงกันได้แค่เรื่องผลประโยชน์ของนักการเมืองชั่วๆ ที่โดนตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี

สุดท้ายคนจนก็ยัง "ไม่ถึงฝั่ง" เสียที.....
апреля 11

แถลงการณ์กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง 9เม.ย.2552

องค์กรเอกชนแถลงการณ์รัฐบาลเร่งปฏิรูปการเมืองและสังคม PDF Print E-mail

Written by SW-Som   

Thursday, 09 April 2009 16:10

http://www.stockwave.in.th/index.php?option=com_content&view=article&id=3516:politics-090409&Itemid=53

กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง นำโดย นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค นายวีรพงษ์ เกรียงสินยศ มูลนิธิสุขภาพไทย นายวรภัทร วีรพัฒนคุปต์ ตัวแทนนักศึกษา ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งปฏิรูปการเมืองและสังคม พร้อมขอเรียกร้องต่อสาธารณะ ประกอบด้วย

1.ขอให้ทุกฝ่ายหยุดความคิดในการทำรัฐประหาร เพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในปัจจุบัน

2. จะมีการตั้งเครือข่ายที่จะช่วยกันทำงานปฏิรูปการเมืองและสังคม โดยกลุ่มบุคคลหลายภาคส่วน เช่น รศ.ดร.สุริชัย หวันแก้ว นายไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) เครือข่ายนักธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ดร.ปริญญา เทวานฤมิตรกุล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD)

3.ขอให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในปัจจุบันยกระดับการทำงานทางการเมืองให้พ้นจากการเมืองแบบแบ่งฝ่าย 4.กลุ่มแนวร่วมประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ต้องชุมนุมโดยสงบ หากสามารถชุมนุมในที่ตั้งได้จะเป็นพระคุณยิ่ง เพราะไม่ทำให้เกิดการแทรกแซงจากมือที่ 3 และไม่สร้างเงื่อนไขยั่วยุให้มีการใช้ความรุนแรง 5.เรียกร้องให้สื่อสารมวลชนทุกแขนงหยุดการใช้คำว่า กลุ่มเสื้อแดง กลุ่มเสื้อเหลือง เพราะยิ่งเพิ่มความแตกแยก และทำให้เกิดความรุนแรงและความหวาดกลัวกับบุคคลทั่วไป และระมัดระวังในการนำเสนอข่าวที่มีผลกระทบต่อประชาชน โดยเฉพาะเด็กและครอบครัว

ทั้งนี้ กลุ่มประชาชนผู้ไม่เอาสงครามกลางเมือง ประกอบด้วย เครือข่ายภาคประชาสังคมจากหลากหลายส่วน อาทิ เครือข่ายผู้บริโภค เครือข่ายผู้ติดเชื้อ เครือข่ายครอบครัว เครือข่ายสุขภาพ เครือข่ายภาคีองค์กรงดเหล้า เครือข่ายสลัม 4 ภาค เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก เครือข่ายนักศึกษา ศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD) อดีตสมาชิกวุฒิสภา เป็นต้น

марта 13

ในขณะที่...

ปกติผมจะไม่เอาบทความหรือข่าวของคนอื่นมาลงไว้ในนี้ เพราะผมคิดว่า สเปซกู มันต้องเป็นเรื่องของกูสิ บทความกูเขียน ข่าวที่มีชื่อกู หรือเรื่องวีรเวรของกูทั้งหลาย

 

แต่คราวนี้ที่ต้องหาบทความมาลงในหนังสือประกอบการสัมมนาสภานิสิต - นักศึกษาระดับอุดมศึกษาทั่วประเทศ ครั้งที่15 ที่ผมเป็นบอกอ

พี่ขุน(ขุนกลาง ขุขันธิน กรรมการYPD/สมาชิกSVN) แนะนำบทความพี่เขาเคยเขียนไว้ในหนังสือค่ายกลุ่มอาสาพัฒนาชนบทสมัยพี่แกยังเป็นนักศึกษา

ตอนแรกอ่านผ่านๆก็ว่า เออ!ก็ดี

แต่พออ่านอย่างจริงจังเมื่อต้องพิมพ์  ผมขอพูดตรงๆว่า

เย็ดแม่!!!โดนว่ะ....โดนสัดๆเลย ไอ้เหี้ย

เลยอยากให้ได้อ่านกัน

 

*การอุทานแบบสมัยพ่อขุนรามฯประดิษฐ์อักษร กับการปล่อยตัวเลื้อยคลาน เป็นการแสดงถึงความรู้สึกถูกใจแบบตรงไปตรงมา  

 

 

 

 

ขณะที่...

โดย ขุนกลาง ขุขันธิน

ขณะที่     ทุกๆวัน เราเห็นพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก และตกลงยังทิศตะวันตก

                ทุกๆวันโลกหมุนจากทิศตะวันตกไปสู่ทิศตะวันออก

ขณะที่     เรากำลังหลับไหล มีเรื่องราวอีกมากมายเกิดขึ้นอีกซีกโลก

ขณะที่     ผู้คนนั่งหันหน้าเข้าหากัน ในระยะไม่เกิน 3 เมตร

                เขาเรียกที่จะสนทนากับคนที่อยู่ห่างไกล

ขณะที่     หลายคนไม่กล้าที่จะออกค่ายดูสักครั้ง

                บางคนกำลังเสียดายที่ไม่ได้ไปค่ายได้อีกสักครั้ง

ขณะที่     ผู้มาเที่ยวกำลังสั่ง Mixer ขวดละ 30 – 40 บาท  เบียร์ขวดละ 120 บาท

                พนักงานเสิร์ฟทำความสะอาดร้านหลังปิด และได้ค่าตอบแทน 250 บาทถ้วนในคืนนั้น

ขณะที่     มนุษย์เงินเดือน อยากจะได้เงินเดือนมากขึ้น

                เขาเหล่านั้นกลับอยากที่จะทำงานน้อยลง

ขณะที่     เรากำลังทำให้ภายในห้องเย็นลง

                เรากำลังเร่งให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้น

ขณะที่     เรากำลังผลาญน้ำมันอย่างเป็นกิจวัตร

                เด็กๆชาวอิรักกำลังร้องไห้หาพ่อที่ไม่มีวันกลับมา เพราะอเมริกาต้องการบ่อน้ำมัน

ขณะที่     เราใช้ไฟฟ้าราวกับอยากกำจัดให้หมดไป

                เขื่อนกำลังเร่งให้สร้างขึ้น ราวกับอยากกำจัดป่าไม้ให้หมดไป

ขณะที่     เราและท่าน เรียนมาตั้งแต่เด็กว่าการสร้างเขื่อนเป็นศัตรูตัวฉกาจของป่า , ต้นน้ำ ,  ลำธาร , และสมดุลทางธรรมชาติ มีเพียง เจริญ วัดอักษร ถูกยิงเสียชีวิต

ขณะที่     คุณกำลังจ่ายให้กับ แม็กดอเน่า

ขณะที่     ศาสนาสอนให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข

                มนุษย์รบกันเพราะศาสนา

ขณะที่     ผู้คนยกย่อง กาลิเลโอ เป็นศาสดาแห่งดาราศาสตร์

                ชั่วชีวิตของกาลิเลโอ เขาคือทรราช ซึ่งตายในคุก เพราะประกาศว่าโลกกลม

ขณะที่     ข้าพเจ้ายกนิ้วโป้งให้แก่กรรมาชนผู้มานะอดทน

                นิ้วกลางของข้าพเจ้า ชูขึ้นประจันการเอารัดเอาเปรียบ

ขณะที่     มนุษย์ส่วนใหญ่ติดยึด สะสม และพยายามครอบครองในทุกสิ่ง

                เพียงบางคนทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อการปล่อยวางทุกสิ่ง

ขณะที่     หลายคนกำลังทุกข์ตรมกับการแก่งแย่ง

                บางคนกำลังเข้าถึงความสุขแห่งการให้และเสียสละ

ขณะที่     ร่างกายกำลังเหน็ดเหนื่อยอิดโรยกับการflow ก้อนอิฐ หิน ดิน ทรายและผสมปูน

                จิตใจกำลังชุ่มชื่นไปด้วยความสุขของการให้

ขณะที่     เรากำลังเดินทางไปค่าย  เราตั้งใจอย่างยิ่งเพื่อเป็นผู้ให้

ขณะที่     เรากำลังเดินทางกลับ เรากลายเป็นผู้รับความสุขอันบริสุทธ์ยิ่ง

 

 

февраля 14

Before My Alone Valentine

ขณะที่กำลังเริ่มเขียนอยู่นี้  อีกประมาณไม่เกิน15นาที ก็จะเข้าสู่วันใหม่ และเป็นวันที่ใครต่อใครเรียกว่า วันแห่งความรัก

และคงเป็นวันที่ใครหลายคนได้แสดงความรักต่อกัน หรือบอกรักแก่คนที่ตนรัก

และเชื่อว่าในวันนี้  เทอคงได้รับดอกไม้หรือของขวัญจากใครหลายคน  หรือไม่ก็ได้ให้ดอกไม้แก่ใครสักคน

ในขณะที่เรายังอยู่อย่างเดียวดาย....

คิดไปคิดมาก็น่าแปลก   ที่มีคำถามที่เราตอบไม่ได้สักที

“ทำไมเราต้องรักคนที่ไม่ได้รักเรา”

“และทำไมเราไม่รักคนที่รักเรา...”

****************************

คำถามเหล่านี้ อาจไม่จำเป็นต้องมีคำตอบ

ถ้าหากเราพบว่า แท้จริงแล้ว ความรักเป็นสิ่งสวยงามเสมอ 

การได้ครอบครองหัวใจ คงไม่ใช่เรื่องสำคัญไปกว่าการได้อยู่ร่วมโลกเดียวกัน หายใจด้วยอากาศเดียวกันอย่างมีความสุข

สุข...เมื่อเห็นคนที่เรารักมีความสุข  มันก็น่าจะเพียงพอแล้ว

บางครั้งคนเราลืมตัวเองเสียบ้าง  แล้วเราจะพบความสุขที่แท้จริง  ดั่งคำในบทภาวนาต่อพระผู้เป็นเจ้าท่อนหนึ่งที่กล่าวว่า

“ผู้ที่ลืมตนเองเท่านั้น จึงจะได้พบตนเองในทางสันติ”

ทุกวันนี้ มนุษย์เรานอกจากจะทำร้ายกันด้วยความเกลียดชังแล้ว 

เรายังสามารถทำร้ายกันได้ด้วยการใช้ตัณหาของตัวเอง ที่เรามักคิดว่ามันคือ “ความรัก”

******************************************************

อย่างนั้นจะดีกว่าไหม  ถ้าหากว่าเราเริ่มทำความเข้าใจกับความหมายของรักที่แท้จริง  เพื่อความรักที่ยั่งยืน หาใช่ความใคร่

และจะดีกว่ามากๆ ถ้าหากว่าเราสามารถมอบความรักให้กับคนได้ทั้งโลก

อยากให้ความรักแก่คนทั้งโลก

– คีตาญชลี

อยากให้ความรัก เพื่อคนทั้งโลก

อยากจะให้โชค เพื่อคนทั้งหล้า

อยากให้รอยยิ้ม ลบคราบน้ำตา

อยากให้ชีวา แก่คนทั้งปวง

อยากให้คนทุกข์ พ้นทุกข์ลำเค็ญ

ความเคืองเข็ญ แค้นยากลำบากใหญ่หลวง

ให้หมดทุกข์ สร้างสุขในใจทุกดวง

อยากให้ปวงชนทุกข์ เป็นสุขสันต์

อยากอุทิศ ชีวิตทั้งหมดนี้

เพื่อสร้างความดีไม่เคยหวั่น

จะเร่งสร้างทั้งคืนและทั้งวัน

เพื่อชีวิตอันสั้นนั้นมีราคา

 

อยากให้ทุกคนได้มาประกาศร่วมกันว่า

“สิทธิมนุษยชน คือ ความรัก”

декабря 25

"ครส.-กลุ่มเยาวชน"กระตุ้นรัฐบาล เน้นนโยบายดูแล"รากหญ้า"

"ครส.-กลุ่มเยาวชน"กระตุ้นรัฐบาล เน้นนโยบายดูแล"รากหญ้า"

คณะกรรมการรณรงค์เพื่อสิทธิมนุษยชน(ครส.)โดย นายสมชาย หอมละออประธาน นายเมธา มาสขาว เลขาธิการ ครส. นายวรภัทร วีรพัฒนคุปต์ เลขาธิการศูนย์ประสานงานเยาวชนเพื่อประชาธิปไตย (YPD) ร่วมกันแถลงข้อเรียกร้องเพื่อแก้ไขปัญหาต่อนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และพรรคร่วมรัฐบาล ในโอกาสที่เข้ามาบริหารประเทศ ที่อนุสรณ์สถาน 14 ตุลา สี่แยกคอกวัว วานนี้

นายสมชาย กล่าวว่า ประเทศไทยได้มีความขัดแย้งมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทำให้กระทบต่อสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง แม้คณะรัฐมนตรีใหม่ที่

ได้รับแต่งตั้งเข้ามา ไม่สวยงามอย่างที่หลายฝ่ายคาดหมายเอาไว้ เห็นได้ว่า การจัดคณะรัฐมนตรีครั้งนี้ มุ่งประโยชน์การเมืองมากกว่าประชาชน แต่ทุกฝ่ายควรให้โอกาสรัฐบาลได้ทำงานไปก่อน อย่างน้อยน่าจะประมาณ 1 ปี เพื่อได้ทำงานพิสูจน์ความสามารถ

สิ่งที่สำคัญ รัฐบาลควรเน้นการบริหารลดผลประโยชน์ ของกลุ่มคนที่ร่ำรวย เน้นไปช่วยประชาชนฐานราก เพื่อความมั่นคงของประเทศในอนาคต

“มาตรการที่เคยล้มเหลวในอดีต รัฐบาลควรระวังไม่ให้เกิดซ้ำ การมุ่งแต่จีดีพีเพียงอย่างเดียวคงไม่สำเร็จ การหันไปช่วยประชาชนคนจน จะทำให้แนวทางการแก้ปัญหาดีขึ้น เช่น การปฏิรูประบบภาษี การนำมาตรการจัดเก็บภาษีมรดกที่ดินแบบอัตราก้าวหน้า ควรหยิบมาพิจารณา เพื่อช่วยลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่มีอยู่ทุกวันนี้”

สำหรับเสนอแก้ไขปัญหาเร่งด่วน ต่อรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ประกอบด้วย

1.รัฐบาลจะต้องเร่งแก้ปัญหาความยากจนโดยเร่งด่วน โดยเฉพาะปัญหาความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่ช่องว่างคนรวยและคนจน คนในชนบทและคนในเมือง สูงติดอันดับโลก โดยใช้นโยบายส่งเสริมเศรษฐกิจชนบท การกระจายรายได้ที่เป็นธรรม ปฏิรูประบบภาษี โดยให้มีการเก็บภาษีทรัพย์สิน-ภาษีมรดกอัตราก้าวหน้า เพื่อสร้างสังคม ประชาธิปไตย สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง

2.รัฐบาลต้องมีนโยบายรัฐสวัสดิการ ผลักดันให้เกิดการประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีประสิทธิภาพ ไม่เลือกปฏิบัติ การประกันการว่างงาน และสนับสนุนการศึกษาเป็นบริการสาธารณะที่รัฐจัดหาให้ โดยเน้นการกระจายโอกาสทางการศึกษาอย่างเป็นธรรม สนับสนุนการพัฒนาการศึกษาภาคพลเมือง

3.รัฐบาลต้องมีนโยบายปฏิรูปที่ดิน จำกัดการถือครองที่ดิน และกระจายสู่เกษตรกรที่ไร้ปัจจัยในการผลิต รวมถึงส่งเสริมระบบสหกรณ์โรงสีที่ประชาชนร่วมเป็นเจ้าของ เพื่อป้องกันการค้ากำไรของพ่อค้าคนกลางแบบ เก่าดังที่ผ่านมา

4.รัฐบาลจะต้องรับรองสิทธิมนุษยชนของแรงงานข้ามชาติและครอบครัว ให้สอดคล้องกับหลักสากลและปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิแรงงานข้ามชาติ ขจัดอุปสรรคในการที่แรงงานข้ามชาติจะเข้าถึงสิทธิต่างๆ และการปฏิบัติหน้าที่ การเข้าถึงความยุติธรรมและการคุ้มครองทางกฎหมาย เช่น การเสียภาษี การเข้าถึงกองทุนเงินทดแทนและกองทุนประกันสังคม เป็นต้น

5.รัฐบาลต้องปฏิรูปกระทรวงแรงงาน เพื่อทำให้กระทรวงแรงงาน เป็นกระทรวงเพื่อผู้ใช้แรงงานอย่างแท้จริง เพราะรัฐบาลมีกระทรวงที่ดูแลผลประโยชน์ ให้ฝ่ายกลุ่มทุนมากมายหลาย กระทรวง และทำหน้าที่ให้กับฝ่ายทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงพาณิชย์

ขณะที่คนงานซึ่งมีมากถึง 36.5 ล้านคนกลับไม่มีกระทรวงที่ดูแลประโยชน์ให้พวกเขาอย่างจริงจัง

ดังนั้นรัฐบาลต้องปฏิรูปกระทรวงแรงงานเพื่อสนับสนุนสิทธิของแรงงานส่งเสริมสิทธิในการรวมตัวและการเจรจาต่อรองของผู้ใช้แรงงานอย่าง

จริงจัง เพราะในสังคมประชาธิปไตย คนงานถือเป็นหุ้นส่วนกับผู้ประกอบการที่เรียกว่า Social Partnership หากแรงงานไม่สามารถรวมตัวกันได้ คนงานก็จะมีสภาพเหมือนทาสในเรือนเบี้ย ที่ถูกกำหนดโดยนายทาสเท่านั้น ซึ่งทำให้ผู้ใช้แรงงาน ถูกเอารัดเอาเปรียบ ท่ามกลางวิกฤติเศรษฐกิจในปัจจุบัน

นายวรภัทร กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องเร่งดำเนินการคลี่คลายความยุติธรรม และสืบสวนเหตุการณ์การใช้ความรุนแรง การละเมิดสิทธิมนุษยชนต่างๆ ในอดีตที่ผ่านมา เพื่อนำผู้กระทำผิดที่ลอยนวลมารับโทษตามกระบวนการยุติธรรม ไม่ว่าจะเป็นกรณีสงครามยาเสพติด ปัญหาสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ การเผาทำลายหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน สมัชชาคนจน จนถึงกรณีการสลายการชุมนุมที่รุนแรงเกินกว่าเหตุ และการปะทะกันของมวลชนกลุ่มต่างๆ ในพื้นที่ต่างๆ     โดยเฉพาะกรณีเหตุการณ์สลายการชุมนุมด้วยความรุนแรง เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2551 ด้วยความเป็นกลางและเป็นธรรม ปราศจากการเลือกปฏิบัติไม่ว่าฝ่ายใด เพื่อเยียวยาสถานการณ์ความรุนแรง และการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา

декабря 24

ทำยังไง ถ้าแอบรัก "เพื่อนสนิท"

อ้างอิงจาก http://www.bloggang.com/viewblog.php?id=misterhong&date=05-11-2006&group=3&gblog=7

 

ทำยังไง ถ้าแอบรัก “เพื่อนสนิท”

ทำยังไง ถ้าแอบรัก “เพื่อนสนิท”
เรียบเรียงจากคำถาม – คำตอบ ใน sms box ของ พญ.พรรณพิมล หล่อตระกูล


‘ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย...ในความคุ้นเคยกันอยู่...มันแฝงอะไรบ้างอย่าง...ที่มากกว่านั้น
ช่างไม่รู้อะไรบ้างเลย...ว่าเพื่อนคนนึงมันแอบมันคิดอะไรไปไกล...กว่าเป็นเพื่อนกัน...’

ฟังเพลงนี้ทีไร มันโดนใจทุกที เชื่อว่าหลายคนคงเคยเจอสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก อยากบอกแต่ไม่กล้า กลัวเสียเพื่อน ทำไงดี.... แต่ถ้าขืนปล่อยเอาไว้นาน....อกข้างซ้ายมีหวังระเบิดออกมาแน่เลย ทำยังไง ถ้าแอบรัก ‘เพื่อนสนิท’ ปัญหานี้ อาหมอต้อ มีคำตอบ

อยากรู้จัง...เขาคิดกับเราแค่เพื่อน(สนิท)หรือแฟน
นั่นสินะ แล้วตกลงเขา (เธอ) คิดกับเราแค่เพื่อนหรือแฟนกันแน่ ….

น้าหมอต้อ จิตแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญการไขปัญหาหัวใจวัยรุ่น ฝากบอกน้องๆ ว่า เพื่อนน่ะมีพร้อมกันได้หลายคน แต่แฟนควรเป็นคนพิเศษ มีได้ทีละคน

ข้อสังเกต ถ้าเป็นเพื่อนจะมีความรู้สึกดี สบายใจที่ได้อยู่ด้วย เอาใจใส่กันและกัน อยู่ด้วยกันสนุกดี ไม่เจอกันก็คิดถึงกันแบบธรรมดา เวลาแสดงออกจะเป็นปกติเหมือนเพื่อนคนอื่นๆ

แต่ถ้าเป็นแฟนจะมีความรู้สึกทั้งหมดที่กล่าวมา แต่มีความพิเศษกว่าคนอื่น ความเอาใจใส่จะเป็นความห่วงใย ความรู้สึกดีจะเป็น ความรู้สึกดีบวกหวานซึ้ง เวลาไม่เจอกันจะ คิดถึงมาก การแสดงออกต่างๆ จะเฉพาะเจาะจงมาที่เราเป็นพิเศษ หลายครั้งความสัมพันธ์อาจเริ่มจากความเป็นเพื่อน แต่ถ้าการแสดงออกเริ่มเปลี่ยนไปเป็นเฉพาะเราสองคนเมื่อไหร่ แสดงว่าใจเขาเปลี่ยนแล้วค่ะ

แอบรักเพื่อน(สนิท) บอกเขาดีไหม ?
ถามกันมาจังถ้ากำลังหลงรักเพื่อนสนิท จะบอกเขาดีไหม ความในใจก็อยากบอก เสียเพื่อนก็กลัวเสีย ถ้าน้องเป็นคนหนึ่งที่กำลังตกที่นั่งอย่างนี้อยู่ จะทำอย่างไงดี...
น้าหมอต้อ แนะนำว่า ให้ค่อยๆ แสดงความสนใจที่เรามีต่อเขา และดูท่าทีเขาไปด้วย เป็นการ
ให้โอกาสตัวเราในการศึกษาเขาให้ถ่องแท้ขึ้น ความรักเป็นเรื่องของคนสองคน ต้องยอมรับทั้งความรู้สึกของเราและของเขาด้วยนะจ๊ะ

ทำยังไง ? ถ้าอยากบอกเพื่อนสนิทว่า ‘รัก’
อัดอั้นตันใจ อยากบอกให้รู้แล้วรู้รอดไปเลยว่า...ฉันรักเธอนะเพื่อน แต่จนแล้วจนรอดก็ตัดสินใจไม่ได้ซะที จะทำยังไงดีนะ…
น้าหมอต้อ บอกไว้ว่า เพื่อนเขาไม่ได้ตั้งหลักมาก่อนที่จะรับฟังความในใจของน้อง น้องต้องเลือกดูว่าวิธีที่หนึ่งกับวิธีที่สอง วิธีไหนที่น้องคิดว่าตัวเองน่าจะทำได้ดีกว่ากัน

วิธีที่หนึ่ง เริ่มปรับท่าทีที่มีต่อเขาพิเศษมากขึ้น มากกว่าเพื่อนทุกคน หาโอกาสที่จะอยู่ด้วยกันตามลำพัง เพื่อใกล้ชิดกันมากขึ้น เป็นเพื่อนสนิทกันขนาดไหนก็คงพอรู้ว่าใจคุณเปลี่ยนไป ถ้าห่วงใยบวกอาการสวีทขนาด surprised dinner เมื่อเขาเริ่มรู้สึกว่าท่าทีน้องเปลี่ยนไป ช่วงแรกเขาอาจจะตั้งหลักกับน้องบ้าง หลังจากตั้งหลักได้แล้ว เขาคงต้องตัดสินใจว่าจะก้าวต่อไปฉันคนรักหรือจะติดเบรกไว้แค่เป็นเพื่อน

วิธีที่สอง เรียกว่า จู่โจมหาจังหวะเหมาะแล้วบอกเลยว่าน้องสนใจเขา (เธอ) มาก ขนาดที่อยากจะผูกสัมพันธ์เป็นคนรัก บอกแล้วก็อย่ารุกเร้าขอคำตอบเอาเดี๋ยวนั้น บอกเขาว่าเรามาทำความรู้จักกันในฐานะคนรักก่อนดีไหม หากเขา (เธอ) ปลงใจอย่างไร น้องก็ต้องยินดี

แต่ไม่ว่าจะเลือกวิธีไหน ต้องยอมรับว่าตอนนี้เรารู้ว่าเรารักเขา (เธอ)
ส่วนเขา (เธอ) จะรักตอบหรือไม่ก็เป็นสิทธิของเขาที่จะตัดสินใจ
เรามีหน้าที่ทำคะแนนให้ดีที่สุด สอบผ่านหรือตกก็ไม่เป็นไร